นโยบายการเก็บข้อมูลของผู้ใช้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาให้เว็บไซต์รองรับการใช้งานของท่านได้ดียิ่งขึ้น ทางเราจะมีการเก็บข้อมูลการใช้งานบนเว็บไซต์ โดยการเข้าชมเว็บไซต์นี้ ถือว่าท่านตกลงยอมรับในนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ อ่านรายละเอียด

รวมภาพจากงาน Bangkok International Motor Show 2021 (BIMS ครั้งที่ 42)

งาน Bangkok International Motor Show 2021 (BIMS ครั้งที่ 42)

ระยะเวลาการจัดงานสำหรับบุคคลทั่วไป – ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม จนถึง 4 เมษายน 2021   Impact Challenger เมืองทองธานี

เวลาจัดงาน

วันธรรมดา 12.00 น. – 22.00 น.

วันเสาร-อาทิตย์ 11.00 น. – 22.00 น.

*โปรดเตรียมเวลาสำหรับการเข้าชมงานภายใต้มาตรการความปลอดภัยจาก COVID-19

  • โปรดใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ภายในงาน
  • โปรดเตรียมสมาร์ทโฟนที่สามารถอ่านและสแกน QR Code ไทยชนะก่อนเข้ายังอาคาร
  • พื้นที่ในแต่ละบูธ จะมีการจำกัดจำนวนคนต่อพื้นที่ จำกัดการเข้าชม 4 ตารางเมตร/คน = ประมาณ 27,000 คนในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

ASTON MARTIN

    

MGC Asia : Master Group Corporation ร่วมฉลองการเข้าสังเวียน Formula 1 ของทางค่าย ภายใต้ชื่อทีม Aston Martin Cognizant Formula One Team ด้วยรถรุ่น Vantage ที่ตกแต่งในธีมสีเขียวเหนี่ยวทรัพย์ “Aston Martin Green Livery” ซึ่งเป็นสไตล์เดียวกับที่อยู่บนรถแข่ง AMR21 ของทางทีม เครื่องยนต์ของ Vantage รุ่นนี้ เป็นแบบ V8 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ซุกหอยกลางวี ซึ่งมีพละกำลัง 510 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 685 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุด 314 กม./ชม. ส่วนใครที่ติดตามวงการ F1 ก็เตรียมรอดูผลงานของทีมฯ ได้ ที่รายการแข่งบาห์เรน 28 มีนาคมนี้ ภายใต้อุ้งเท้าอุ้งมือของนักขับอย่าง Sebastian Vettel และ Lance Stroll

นอกจากนี้ ในบูธยังมี “SUV รุ่นแรกของ Aston” อย่างเจ้า DBX ซึ่งใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตรเทอร์โบคู่ที่ให้กำลังรวม 550 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700Nm ตัวถังมีน้ำหนัก 2,245 กิโลกรัม ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 291 กม./ชม. และ Aston Martin DBS Superleggera สูงสุดแห่งห่วงโซ่นักล่าของค่าย ซึ่งมาพร้อมกับเครื่อง 5.2 ลิตร V12 พ่วงเทอร์โบชาร์จเจอร์ 725 แรงม้า ราคาเริ่มต้นที่ 28,900,000 บาท


AUDI

        

แผนการรุกตลาดของ Audi Thailand หลังจากปักเท้าลงพื้นได้มั่นแล้วก็ถึงเวลาวิ่งอย่างเต็มสปีด ช่วงเวลานับตั้งแต่ Motor Expo 2020 จนถึงในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งนี้ เพียงแค่ไตรมาสเดียว Audi ลุยเปิดตัวรถแบบสาวหมัดไม่ยั้งทั้งไลน์อัพปกติและรุ่นสมรรถนะสูงอย่าง RS Car จนอยากจะถามว่าพี่หลับกันวันละกี่ชั่วโมง และรถเหล่านั้นก็นำมาโชว์ในงานนี้ ไม่ว่าจะเป็น

  • Audi TT Coupe และ Roadster เวอร์ชั่นอัปเดต MY2021 ราคา 3,399,000-3,699,000 บาท เทียบกับเวอร์ชั่นก่อนโดยสรุปคือ เพิ่มเงินแสนเดียว ได้ม้าเพิ่มเป็น 245 ตัว เกียร์เดิมมี 6 จังหวะ ไม่มากพอก็เพิ่มให้เป็น 7 จังหวะ ล้อเดิมไม่สวย พี่เปลี่ยนให้เป็นขอบ 18 แล้วก็เพิ่ม Cruise Control และชุดมัลติมีเดียรองรับ Apple CarPlay/Android Auto มาให้ เพื่อสร้างตัวรถที่ลูกค้าเห็นแล้วตัดสินใจง่ายขึ้น พยายามที่จะเป็น “Compact Performance Car ที่คุ้มค่าตัวสุดใน Segment” ต่อไป
  • Audi RS Q3 Sportback เล็ก..น่ารัก..แต่ตบทีคอหมุนได้รอบ ด้วยพลัง 5 สูบที่สืบทอดตำนานจาก Original Quattro Coupe พัฒนาจนมีกำลังถึง 400 แรงม้า อยู่ในเรือนร่างครอสโอเวอร์แบบท้ายลาดหลังคาเตี้ยใต้ท้องสูง ราคา 4,750,000 บาท
  • Audi Q3/Q3 Sportback เวอร์ชั่น 40TFSI Quattro หลังจากที่ก่อน COVID-19 attack มีการเปิดตัวมา แล้วมีพลังแค่ 1.4 ลิตรเทอร์โบ 150 แรงม้า ซึ่งยังสู้คู่แข่งไม่ได้ ก็เลยเป็นที่มาของเวอร์ชั่น 2.0 ลิตรเทอร์โบขับสี่ 180 แรงม้า ให้อัตราเร่งที่สนุกสนานขึ้นสำหรับคนที่อยากได้แรง แต่ยังไม่พร้อมเล่นของแพงอย่าง RS Q3 ราคาค่าตัวอยู่ที่ 2,750,000-2,990,000 บาท
  • Audi RS 5 Coupe จากการที่ RS 4 Avant มีกระแสตอบรับที่ดีมาก Audi Thailand จึงรีบเอา RS 5 มาสานต่อด้วยราคา 5,990,000 บาท เป็นรถคู่แข่งกับ M4 และ C63 มาตั้งแต่ชาติปางก่อน แม้ว่าคู่แข่งเขาจะขายรถเวอร์ชั่นแรง ที่มีม้าทะลุ 500 ตัวกันในขณะที่ Audi มี 450 แรงม้า ทว่าค่าตัวที่ถูกกว่ากันถึงราว 4 ล้านบาท แต่ได้รถคลาสเท่ากัน นั่นคือไม้ตายของสี่ห่วง
  • Audi e-tron GT รถยนต์ไฟฟ้าทรงเพรียวที่พูดง่ายๆก็คือ Porsche Taycan 4S ที่แต่งหน้าทาปากให้ต่างกันแล้วขายในชื่อ Audi นั่นเอง คุณได้พละกำลังสูงสุดใน Boost Mode 530 แรงม้า ช่วงล่าง Adaptive ล้อ 20 นิ้ว หลังคา Panoramic ในราคา 6,390,000 บาท ส่วน e-tron GT Quattro Performance จะเพิ่มเป็น 6,790,000 บาท แต่ได้เบรกเคลือบทังสเตนคาร์ไบด์ (ประมาณเบรก PSCB ของ Porsche) ระบบชาร์จไฟ AC รองรับการถ่ายไฟจาก 11 เป็น 22kW และล้อ 21 นิ้ว
  • Audi RS e-tron GT ราคา 9,490,000 บาท ใช้ขุมพลังมอเตอร์หน้า/หลัง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ให้พละกำลังรวม 646 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ได้ภายใน 3.3 วินาที
  • Audi Q5 Minorchange ซึ่งในครั้งนี้ทาง Audi Thailand นำเข้ามาจำหน่ายรุ่นย่อยเดียวคือ 45 TFSI Quattro S-Line Black Edition ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงขุมพลังจากรุ่นเดิม 252 แรงม้า เป็น 249 แรงม้า พร้อมมอเตอร์ช่วยเสริมแบบ Mild-Hybrid 48V มาพร้อมชุดแต่ง Black Edition รอบคัน ช่วงล่างแบบปรับความหนืดโช้คอัพด้วยไฟฟ้า และสีใหม่ Ultra Blue มาในราคาสุดคุ้มค่าเพียง 3,990,000 บาท พร้อมแคมเปญพิเศษ ดอกเบีย 0 % 3 ปี ไม่มีบอลลูน

เฉลี่ยแล้วทุกๆเดือน Audi จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ 3 รุ่น แสดงถึงสัญญาณพร้อมลุย พร้อมกันนี้ยังประกาศรับพันธมิตรผู้แทนจำหน่ายเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมบริการได้เป็นวงกว้างขึ้น ใครอยากจะเป็นผู้แทนจำหน่าย ลองสะกิดไปที่เพจ Audi Thailand ได้ครับ

โปรโมชั่น/ข้อเสนอพิเศษในงานของ Audi คลิกที่นี่


BENTLEY

   

ทาง Bentley Bangkok โดย AAS Auto Service นำ Bentley Continental GT V8 มาเผยโฉมในงานนี้ (รุ่นก่อนหน้าที่เปิดตัวไปจะเป็นเครื่องยนต์ W12) ซึ่งการใช้เครื่องยนต์ V8 นั้นแม้จะมีพละกำลังน้อยกว่า แต่ก็ได้เปรียบที่ความเบาของตัวเครื่องยนต์ ทำให้บุคลิกการขับของรถมีความคล่องแคล่วในขณะที่รุ่น W12 จะเป็นสิงห์ทางยาวมากกว่า โดยเครื่องยนต์รุ่น GT V8 นี้ จะมีความจุ 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ที่ให้พลัง 542 แรงม้า แรงบิด 770 นิวตันเมตร ภายในหรูหราด้วยหนังและวัสดุตกแต่งที่เจ้าของรถสามารถเลือก Combination ได้หลายแบบ ประณีตด้วยการประกอบด้วยมือ “Handbuilt in Crewe, England” และมาพร้อมกับไฟหน้าที่ตกแต่งด้วยคริสตัลของแท้ และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว

Bentley Bangkok จำหน่าย Continental GT V8 ทั้งรุ่นหลังคาแข็งคูเป้ ราคาเริ่มต้นที่ 16.99 ล้านบาท และรุ่นเปิดประทุนหลังคาผ้าใบไฟฟ้า ราคาเริ่มต้น 18.5 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในบูธยังมีรถรุ่น Flying Spur แกรนด์ ทัวเรอร์ 4 ประตู ใช้ขุมพลังบล็อก W12 สูบ ความจุ 6.0 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ  พละกำลังที่ 635 แรงม้า แรงบิด 900 นิวตันเมตร เห็นมาดรถยักษ์อัครยนต์หนักสองตันกว่าแบบนี้ แต่ทำความเร็วที่ 0-100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมงในเวลา 3.8 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 333 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 18.6 ล้านบาท


BMW/MINI

      

BMW ในชั่วโมงนี้ หลังจากปิดท้ายปี 2020 ด้วยการเป็นแชมป์ยอดขายตลาดรถระดับพรีเมียม ก็ดูจะพร้อมลุยราวกับนักกีฬาได้ดื่มน้ำอุทัยสูตรชะมดเช็ดที่เตรียมไปต่อไม่รอใคร ในช่วงไตรมาสแรกของปีจนถึงในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ มีการเปิดตัวรถไปหลายรุ่น อาทิ

  • BMW 5 Series LCI ปรับโฉม ปรับรายละเอียด ราคาเริ่มต้นสามล้านทอนพันบาทใน 530 e ELITE และรุ่น 520d M Sport ขวัญใจนักธุรกิจขับทางไกลราคา 3,539,000 บาท แต่ที่เด็ดสุดคือ 530e M Sport ซึ่งนอกจากจะปรับราคาถูกลงเหลือ 3,739,000 แล้ว ยังเพิ่มอุปกรณ์ไม่ยั้ง เปลี่ยนช่วงล่างเป็นแบบ Adaptive พร้อม Cruise Control แบบ Adaptive เช่นกัน แรงเครื่องก็พร้อมถีบด้วยการอัปพลังตาม 330e จาก 252 เป็น 292 แรงม้า แล้วยังเพิ่มระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน Driving Assistant และระบบเลี้ยว 4 ล้อเข้าไปอีก ปิดจุดด้อยเดิม เพิ่มพลัง ลดราคา ขายไม่ได้ก็แปลกละครับ
  • BMW 330 Li M Sport ซีรีส์ 3 ก็จริง แต่ปรับฐานล้อและตัวรถจนยาวน้องๆ ซีรีส์ 5 ทำไปทำมา พื้นที่วางขายาวกว่ารุ่นพี่ได้อย่างเหลือเชื่อ เสนอจุดเด่นที่การใช้เครื่องเบนซินเทอร์โบเพียว ไร้ถ่านไร้มอเตอร์ สำหรับบางคนที่ยังไม่ชอบรถ Plug-in ซึ่งก็ให้พลังระดับ 258 แรงม้า อุปกรณ์อาจจะขาดบางตัวแต่มีหลังคา Panoramic มาให้ ที่สำคัญคือ เป็นรถที่อุดช่องว่างทางการตลาดเดิม สำหรับคนที่ชอบรถนั่งสบายแต่ไม่อยากจ่ายข้ามสามล้าน (เดิมมี 320d GT ทำตลาดตรงนี้อยู่) ด้วยราคาแค่ 2,899,000 บาท เท่านั้น
  • BMW 3 Series MY2021 แม้จะไม่ได้ปรับเรื่องทางเทคนิคมาก แต่รุ่น 320d M Sport ก็ได้แพดเดิ้ลชิฟท์ จอ HUD ที่ชาร์จ Wireless และ Gesture Control เพิ่ม ในราคา 2,549,000 บาทเท่าเดิม ส่วน 330e เปลี่ยนระบบ Cruise Control เป็น Adaptive ให้ ในราคาเดิม 2,799,000 บาท เช่นกัน
  • BMW M340i xDrive ตลาดรถยุโรปสมรรถนะสูง คือส่วนที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID หลังจากที่ปล่อยให้ค่ายดาวสามแฉกกินตลาดเซกเมนต์นี้ด้วย C 43 4 MATIC มาหลายปี ในที่สุด BMW ก็เปิดตัว M 340i พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive พลังเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตรเทอร์โบ 387 แรงม้า บล็อคเดียวกับ Z4 M40i/Supra ล็อตปรับพลัง แต่อยู่ในบอดี้ที่ซ่อนเขี้ยว ดูเผินๆนึกว่า 320d แต่ง กลายเป็น Sleeper หรู คุ้ม 3,999,000 บาท โดยออพชั่นครบครัน ไฟหน้าเลเซอร์ คาลิเปอร์ M หลังคามูนรูฟ ไม่ได้ตัดออพชั่นอย่างที่มีข่าวลือปีก่อน มาพบกันได้ในงานนี้ หรือไม่ก็ที่ประชาชื่นคืนวันเสาร์ในเร็ววัน
  • BMW M4 Competition Coupe สำหรับคนที่คิดว่า M340i ยังไม่พอ ก็ต้องย้ายไปอยู่ M Town กับ M4 ซึ่งทาง BMW Thailand สั่งมาเป็นสเป็ค Competition ตัวแรงสุด 510 แรงม้า/650 นิวตันเมตร แรงกว่า M340i เห็นๆ แต่ยังคงถ่ายทอดความมันส์ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลังแบบดั้งเดิม เตะเกียร์คลัตช์คู่ทิ้ง แล้วใช้เกียร์อัตโนมัติทอร์คคอนเวอร์เตอร์/ชุดเฟืองแบบดั้งเดิมที่จูนโดย M Division ภายในคล้าย 3 Series แต่ได้หน้าปัด TFT แบบเฉพาะของ M Car รวมถึงเบาะบัคเก็ตซีทที่แนะนำว่าลองไปดูหน้าตาของเบาะแล้วจะชอบ ราคาตั้งขายไว้ที่ 9,999,000 บาท หรือเท่ากับ ซื้อ M340i+530e ตัวท้อป+X1 sDrive18i แค่นั้นเอง

นอกจากนี้ ยังมีรถกลุ่มปกติที่ถูกนำมาตกแต่งด้วยอุปกรณ์ M Performance Parts แล้วตั้งราคาขายอย่างเป็นทางการ อย่างเช่น X3 xDrive20d M Performance Edition  และ X4 xDrive20d M Performance Edition ซึ่งมีล้อขนาด 21 นิ้ว ชุดแต่ง M Aerodynamics รอบคัน และอื่นๆ พร้อมคาดสติกเกอร์ Tri-color ด้านข้าง ราคาเพิ่มจากรุ่นปกติ 200,000 บาท และปิดท้ายด้วย 330e M Sport M Performance Edition ที่มีชุดแต่งคาร์บอน และกระจังหน้าเรืองแสงเพิ่มเติมเข้ามา สนนราคา 2,999,000 บาท แต่ผลิตจำนวนจำกัดแค่ 15 คันเท่านั้น

โปรโมชั่น/ข้อเสนอพิเศษในงานของ BMW คลิกที่นี่

   

ในฝั่งของ MINI นั้น มีการนำเอารุ่น MINI JCW GP Inspired Edition มาโชว์ ซึ่งรถรุ่นนี้ ทางไทยได้โควต้าเพียงแค่ 19 คันเท่านั้น เครื่องยนต์สเป็คเดียวกับ JCW Hatch3 2.0 ลิตรเทอร์โบ 231 แรงม้า  สีเทา Racing Grey Metallic พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งเฉพาะรุ่น ในราคา 3,448,000 บาท แพงขึ้นกว่ารุ่น JCW ปกติประมาณ 30,000 บาท

แต่ดาวเด่นของบูธ ที่มาเซอร์ไพรส์แบบไม่มีข่าวหลุดมาก่อนหน้านี้เลยก็คือ MINI Cooper S “Paddy Hopkirk Edition” ซึ่งเป็นรถรุ่นพิเศษ สร้างขึ้นมาโดยแรงบันดาลใจจากการที่นักแข่งชาวไอร์แลนด์เหนือ “Paddy” Patrick Hopkirk หวด MINI Cooper รุ่นคลาสสิค ล้มยักษ์ แซงรถใหญ่ที่มีพลังสูงกว่า และชนะรายการแข่ง Monte Carlo ปี 1964 ด้วยรถแข่งหมายเลข 37 ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ Cooper S Paddy Hopkirk Edition รุ่นใหม่ จะมาพร้อมตัวถังตกแต่งสีแดงคาดขาว แถมยังมีสปอตไลท์ที่ด้านหน้ารถเหมือนรถแข่งในอดีต คาดสติกเกอร์หมายเลข 37 ข้างตัวรถอีกด้วย

ขุมพลัง เป็นแบบเดียวกับ Cooper S รุ่นปกติ 2.0 ลิตรเทอร์โบ 192 แรงม้า แต่ความเด็ดอยู่ที่การใช้เกียร์ธรรมดา ถอนเท้าคลัตช์จับเหยียบสับเอาเอง ซึ่ง MINI ในไทยไม่มีรถเกียร์ธรรมดาจำหน่ายมานานกว่า 15 ปีแล้ว (ครั้งสุดท้ายคือรุ่น R53 Supercharge 6 เกียร์) ราคาเปิดมา 2,910,000 บาท แต่เฉพาะในงานนี้ ลดเหลือ 2,555,000 บาท แต่รีบหน่อยเพราะมีจำนวนจำกัดแค่ 37 คันเท่านั้น

โปรโมชั่นและข้อเสนอพิเศษของ MINI คลิกที่นี่


FORD

  

ยังคงยืนหยัดด้วยรถปิคอัพ Ranger และ SUV พื้นฐานกระบะอย่าง Everest เหมือนเดิม แต่คราวนี้ ยังมีรุ่นย่อยใหม่ถูกใจขาลุยอย่าง Ford Ranger FX4 MAX มากระตุ้นตลาดในช่วงท้ายอายุโมเดล FX4 MAX หรือที่สื่อมวลชนพร้อมใจขนานนามว่า “Baby Raptor” นั้น เกิดจากความต้องการสร้างรถที่ลุยได้น้องๆ Raptor แต่ใช้ช่วงล่างหลังแหนบแบบรถกระบะทั่วไปเพื่อให้ราคาไม่ดีดแบบ Raptor ตัวแม่ Ford ใช้ตัวรถพื้นฐานจากรุ่น XLT แต่นำมาใส่เครื่องยนต์ Panther 2.0 ลิตร Bi-Turbo 213 แรงม้า เกียร์ 10 จังหวะ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจากรุ่น Wildtrak เข้าไป ยกความสูงของรถขึ้นจากรุ่น XLT 20 มิลลิเมตร เซ็ตสปริง แหนบใหม่ และเปลี่ยนโช้คอัพเป็น FOX 2.0 มีซับแทงก์ที่โช้คหลัง ซึ่งทั้งหมดนี้จะแตกต่างจากเซ็ตอัพที่ใช้อยู่ใน Raptor ตัวแม่

นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนยางเป็น All Terrain ของ BF Goodrich KO2 ซึ่ง Ford สั่งสเป็คมาให้ทนความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้น ล้ออัลลอยขอบ 17 นิ้วลายเฉพาะรุ่น และยังมีช่องต่อใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ออฟโรดพร้อมกล่องฟิวส์/สวิตช์แยก เพื่อให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ออฟโรดที่ใช้ไฟฟ้าเช่นเครื่องกว้าน เพิ่มเติมได้โดยไม่ยุ่งกับระบบไฟฟ้าหลักของรถ ลดการเสี่ยงวารันตีสะบั้น

ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 1,189,000 บาท ซึ่งถูกกว่ารุ่น Wildtrak เสียอีก แต่ Ford มองว่ารถสองรุ่นย่อยนี้มีกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน ขาลุยตัวจริงจะไปทาง FX4 Max ส่วน Wildtrak จะเป็นชาวถนนยางมะตอยที่เน้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวก มีระบบ Adaptive Cruise Control และระบบเบรกอัตโนมัติ

โปรโมชั่นและข้อเสนอจาก Ford ในงาน คลิกที่นี่


GREAT WALL MOTOR

              

จัดบูธได้บรรยากาศเหมือนงาน TECH EXPO ที่พบได้ในเมืองนอก กินพื้นที่บูธโตเท่าค่ายรถทั่วไป 2-3 ค่ายรวมกัน แต่มาเพื่อ “แนะนำตัว” ให้คนไทยได้รู้จักเท่านั้น ไม่ได้มีการขาย ไม่ได้เปิดรับจองแต่อย่างใด และกรุณาอย่าถามราคารถแต่ละรุ่นเพราะยังไม่มีการประกาศจนกว่าจะเข้าช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ทางจีนดูซีเรียสมากกับการเปิดตัวแบรนด์ในลักษณะเปิดที่ไทย แต่โลกต้องรู้ ว่าแล้วก็เลยได้ที เผยโฉมรถ SUV/Crossover “HAVAL H6 Hybrid” ก่อนเมืองจีน และเป็นแห่งแรกในโลก แถมยังเป็นรถพวงมาลัยขวาอีกต่างหาก H6 Hybrid ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตรเทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พลังรวมสูงสุด 243 แรงม้า แรงบิด 530 นิวตันเมตร นอกจากพลังสูงแล้ว ยังมาพร้อมกับอุปกรณ์ด้าน IT อัดแน่นเต็มคันรถ ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนกึ่งอัตโนมัติ Autonomous Drive ระบบกล้องรอบคันที่ทำให้รถมีฟังก์ชั่นจอดอัตโนมัติ ระบบเบี่ยงรถให้ห่างจากสิบล้อมอเตอร์เวย์โดยอัตโนมัติ หรือขับรถหลงเข้าซอยตัน รถก็ยังสามารถจำระยะ 50 เมตรสุดท้ายไว้ แล้วให้เรากดปุ่มสั่งรถให้ถอย บิดพวงมาลัย รูดกลับทางเดิมได้เอง เหมือนระบบ Reverse Assistant ของ BMW (แต่ 50 เมตรสุดท้ายนั้นจะต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 30)

นอกจากการเผยโฉมของ H6 แล้ว Great Wall Motor ยังขนรถรุ่นอื่นๆมาโชว์ด้วย

  • Haval Concept H เปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกที่งาน Auto Car 2020 ที่ประเทศอินเดีย เปรียบเสมือนรถที่ใช้วิจัยด้านดีไซน์ก่อนจะมาเป็น H6 ภายในตัวรถเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบอินโฟเทนเมนต์ หน้าจอสัมผัสแบบ Free Standing และ Touch Pad ด้านหน้าและบริเวณประตูสำหรับการควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานและระบบความปลอดภัยต่างๆ
  • ORA Good Cat เจ้าแมวใหญ่ใจดี เป็นที่ชื่นชอบของคนที่ได้พบตัวจริง ด้วยดีไซน์แบบ Retro Futuristic จะเก่าก็ไม่เก่าจะใหม่ก็ไม่ใหม่ แต่ดันน่ารัก ใช้พลังขับจากมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นรถ EV พลัง 140 แรงม้าที่มีความจุไฟฟ้า/พิสัยทำการ 2 ระดับคือ 400 หรือ 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม ในด้านอุปกรณ์ก็มาเพียบด้วยไฟหน้าแบบ Intelligent Multi LED และพาโนรามิคซันรูฟ พร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยอัจฉริยะมากมาย หรือ Intelligent Connectivity ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการด้วยเสียง รวมไปถึงการควบคุมรถจากระยะไกล ภายในรถบุหนัง แดชบอร์ดตอนบนใช้วัสดุนุ่ม เบาะนุ่มแบบรถใหญ่ ปรับด้วยไฟฟ้า จอ TFT สีคาดยาวจากตรงกลางคอนโซลเป็นชิ้นเดียวกับหน้าปัด
  • ORA Black Cat  เจ้าแมวเล็กตาแป๋ว ที่เปิดตัวในตลาดจีนมาได้สักพักแล้ว ขนาดตัวรถจัดเป็นรถเล็กใกล้เคียง Suzuki Celerio แต่ใช้พลังไฟฟ้าล้วน เมื่อชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม สามารถวิ่งได้ไกล 300 กิโลเมตร แต่จะเน้นการใช้งานในเมือง เพราะความเร็วสูงสุดตามสเป็คจีนอยู่ที่แค่ 102 กม./ชม. ดีไซน์ภายนอก เป็นแบบ Classic Nostalgic/Futuristic เข้าไว้ด้วยกัน จอมัลติมีเดีย ขนาด 9 นิ้ว เชื่อมต่อระบบการสั่งการด้วยเสียง รวมไปถึงพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
  • POER EV รถกระบะไฟฟ้าขนาดตัวค่อนข้างใหญ่ เด่นด้วยฝาท้ายกระบะที่เมื่อเปิดออกแล้ว สามารถกางออกมาเป็นบันไดให้เดินขึ้นไปยกของบนกระบะหลังได้ง่ายขึ้น มาพร้อมกล้อง 360 องศา เซนเซอร์ด้านข้าง และถุงลมนิรภัย 6 จุด มอเตอร์ไฟฟ้า ให้พลัง 204 แรงม้า และสามารถวิ่งได้ไกล 375 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

HONDA

 

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง